ภาวะโลกร้อนยังก่อให้เกิดผลกระทบทางระบบนิเวศวิทยาในวงกว้าง ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสังคมโลกดังนั้นการแก้ปัญหาย่อมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศ รวมถึงประชากรโลกทุกคนที่อยู่ร่วมกันในสังคม ที่จะช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อพิทักษ์รักษาโลกใบนี้ ให้เป็นบ้านของมนุษย์เราสืบต่อไป
การแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนในระดับประเทศนั้น ได้มีมาตรการระหว่างประเทศหลายๆอย่าง ออกมา ในประเทศไทยเองได้มีการเชิญชวนให้ 33 องค์กรลงนามในประกาศปฏิญญากรุงเทพฯลดภาวะโลกร้อน
หรือในการประชุมระหว่างประเทศขององค์กรต่างๆในประชาคมโลกก็มักจะมีการหยิบยก เรื่องปัญหาสภาวะโลกร้อนมาถกกันอยู่เป็นประจำ เช่น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก การประชุมระหว่างกลุ่ม G8 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศผู้ในในทางด้านอุตสาหกรรม ก็มีการหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยกันเสมอ
ในอดีตมีลงนามของประเทศต่างๆในพิธีสารมอนทรีออลว่าด้วย สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (Montreal Protocol on Substances That Deplete the Ozone Layer) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการยับยั้ง และลดการผลิตการใช้สารที่ทำลายบรรยากาศชั้นโอโซน เช่น กลุ่มสารประกอบประเภทไฮโดรคาร์บอน-ฮาโลเจน ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำลายบรรยากาศชั้นโอโซน โดยเปิดให้ประเทศสมาชิกลงนามในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2530 และได้มีการบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2532
แต่หัวหอกของความร่วมมือในระดับนานาชาติที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการขจัดภัยพิบัติเกี่ยวกับโลกร้อนซึ่งเป็นที่รู้จักและมีการพูดถึงกันอยู่บ่อยๆก็คงจะไม่พ้น พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) อันเป็นข้อตกลงกันระหว่างนานาประเทศเกี่ยวกับการดูแลเยียวยาสภาวะภูมิอากาศของโลก พิธีสารเกียวโตจัดเป็นกฎหมายระหว่างประเทศอย่างหนึ่งมีเนื้อหาสาระที่สำคัญเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อน การที่ จะนำมาบังคับใช้ได้นั้นจำเป็นต้องได้รับการยอมรับของมวลสมาชิกอย่างเช่นกฎหมายระหว่างประเทศอย่างอื่นทั่วๆไป

การประชุมประเทศภาคีสมาชิกของพิธีสารเกียวโต
ภาพจาก www.treehugger.com
จุดเริ่มของการตระหนักถึงปัญหาสภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นเมื่อที่ประชุมสหประชาชาติเห็นพ้องต้องกันถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของโลกจึงได้มีการร่างอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ((United Nations Framework Convention on Climate Change-UNFCCC) เพื่อใช้รับมือกับสภาวะโลกร้อนโดยมีเป้าหมายว่า ประเทศอุตสาหกรรมซึ่งเป็นกลุ่มประเทศตัวจักรสำคัญในการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ โดยอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีเป้าหมายให้ประเทศอุตสหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศให้มีปริมาณเท่ากับการปล่อยกาซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศในปี พ.ศ. 2533 ให้ได้ภายในปี พ.ศ.2543 ซึ่งเป็นการรักษาระดับปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศให้อยู่ในระดับคงที่และไม่ส่งผลกระทบต่อโลกมนุษย์มากจนเกินไป ทั้งยังสามารถเป็นหลักประกันได้ว่าความอุดมสมบูรณ์เรื่องการกินการอยู่ ผลผลิตทางการเกษตรจะไม่ถูกรุกเร้าจากสภาวะโลกร้อนมากไปกว่าที่เป็นอยู่ ก๊าซเรือนกระจกที่ อนุสัญญาฯดังกล่าวบังคับควบคุมคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ไนตรัสออกไซด์ (N2O) มีเทน (CH4) และ สารทดแทน CFC
จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2535 ในการประชุมของสหประชาชาติ ณ กรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศ บราซิล ประเทศต่างๆได้ลงนามเพื่อรับรองอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change, UNFCCC)
สำหรับประเทศไทยเองก็ได้ลงนามให้สัตยาบรรณในอนุสัญญาฯฉบับนี้ด้วยเช่นกัน โดยมีพันธกิจที่ต้องรับผิดชอบคือ การร่วมรับผิดชอบในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก รวมไปถึงการจัดทำรายงานเพื่อเสนอต่อเลขาธิการอนุสัญญาฯซึ่งเปรียบเสมือนการรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้กับประชาคมโลกได้รับทราบ ทั้งยังดำเนินการศึกษาด้านวิชาการที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และ เข้าประชุมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านเทคนิค
แต่ปัญหาของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ((United Nations Framework Convention on Climate Change-UNFCCC) ดังกล่าวคือการไม่มีสภาพบังคับอย่างแท้จริง และไม่ได้รับความร่วมมือในทางปฏิบัติเท่าที่ควร จึงเกิดแนวคิดกับการทำให้อนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริงๆ
ดังนั้นในการประชุมสมัชชาประเทศสมาชิกที่เคยให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ประชุมจึงเห็นสมควรว่าควรจะมีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อร่างข้อตกลงให้มีการบังคับใช้ อนุสัญญาฯ โดยได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อทำการร่างกฎกติกาดังกล่าวโดยคณะทำงานเฉพาะกิจได้ใช้เวลาในการร่างพิธีสารดังกล่าวถึง 2 ปีครึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของ พิธีสารเกียวโต(Kyoto Protocol) นั้นเอง
หลักการสำคัญของพิธีสารเกียวโต คือ การกำหนดให้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลตามกฎหมายของกฎหมายระหว่างประเทศโดยเนื้อหาสาระสำคัญจะเป็นมาตราการต่างๆ ที่จะช่วยให้ประเทศสมาชิกดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นการที่พิธีสารโตเกียวระบุให้มีข้อผูกพันตามกฎหมายและได้แบ่งประเทศสมาชิกออกเป็นกลุ่มต่างๆซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ พิธีสารเกียวโตได้กำหนดให้แต่ละประเทศมีพันธกิจในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่แตกต่างกันเช่นการกำหนดร้อยละ 8 ของปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี พ.ศ. 2533 สำหรับกลุ่มประเทศประชาคมยุโรป ร้อยละ 6 สำหรับประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น โดยมีเป้าหมายว่าจะสามารถควบคุมสารดังกล่าวให้มีปริมาณตามที่กำหนดภายในปี 2551-2555
พิธีสารเกียวโตได้กำหนดก๊าซเรือนกระจกที่อยู่ภายใต้การควบคุมไว้ 6 ชนิด คือ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PCFs) และซัลเฟอร์เฮกซาฟลูโอไรด์ (SF6) ทั้งพิธีสารเกียวโตยังได้เพิ่มพันธกิจเพิ่มเติมให้ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา ทั้งยังได้บัญญัติถึงบทลงโทษในกรณีที่ประเทศสมาชิกที่ได้ให้สัตยาบันไว้ไม่ปฏิบัติตามพิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ต้องมีสภาพบังคับและต้องมีบทลงโทษเมื่อมีการฝ่าฝืน ซึ่งประเด็นดังกล่าวทำให้ประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่หลายประเทศไม่ยอมลงนามความร่วมมือ เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการผลิตและเศรษฐกิจในประเทศของตน และก่อให้เกิดมีความเห็นที่ไม่ตรงกันในหลายๆประเทศ เช่นการที่สหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้ประเทศที่กำลังพัฒนาเข้ามีส่วนร่วมในการแก้ไขสภาวะโลกร้อนให้มากขึ้นในขณะที่จีนมองว่า การแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนควรเป็นภาระของประเทศอุตสาหกรรม

โรงงานอุตสาหกรรมซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
ภาพจาก www.northlincs.com
สำหรับประเทศไทยได้ลงได้ลงนามรับรองพิธีสารเกียวโต เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 และได้ให้สัตยาบันว่าจะปฏิบัตามพิธีสารเกียวโตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2545 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งไม่มีพันธิกิจที่ต้องลดปริมาณกาซเรือนกระจก แต่ยังคงต้องร่วมรับผิดชอบในการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาสตามแต่ขีดความสามารถที่จะช่วยเหลือจัดการเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนได้
พิธีสารเกียวโตยังได้กำหนดกลยุทธ์ใน การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไว้ 3 ทาง โดยพยายามที่จะคำนึงถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆให้น้อยที่สุด
- กลไกการทำโครงการร่วม (Joint Implementation, JI)
โดยกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศภาคผนวกที่ 1 ของพิธีสารเกียวโตสามารถดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกระหว่างกันได้
- กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism, CDM)
โดยกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถดำเนินงานเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกับประเทศที่กำลังพัฒนา
- กลไกการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading, ET)
กำหนดให้มีการซื้อขายสิทธิกันระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วโดยประเทศที่ไม่สามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ตามที่พิธีสารเกียวโตกำหนดสามารถขอซื้อสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากประเทศยังปล่อยการเรือนกระจกไม่มากไปกว่าที่พิธีสารเกียวโตกำหนด
แม้พิธีสารเกียวโตจะจัดได้ว่าเป็นความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างนานาประเทศในการที่จะแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกแต่เท่าทีผ่านมายังไม่ได้รับความร่วมมือที่ดีจากมวลสมาชิกประเทศอุตสหกรรมเพราะเกรงจะกระทบต่อการผลิตและระบบเศรษฐกิจของตนเอง แต่แนวโน้ม และปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากสภาพโลกร้อนซึ่งค่อยๆเผยตัวให้เห็นถึงภยันอันตรายที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ก็พอจะคาดหวังได้ว่าในอนาคตคงจะเกิดความร่วมมือในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนที่เอาจริงเอาจังมากกว่านี้และ มีความจริงใจในการแก้ปัญหามากขึ้นจากประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย
ปัจจุบัน หลายประเทศตื่นตัวและใส่ใจเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในยุโรปมีการกำหนด“ระเบียบของสภายุโรป และของคณะมนตรียุโรปลงวันที่ 27 มกราคม 2003 ว่าด้วยซากอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์” หรือที่รู้จักกันในนาม ระเบียบ WEEE ที่มีเป้าหมายหรือควบคุมเกี่ยวกับเศษซากขยะอิเล็กทรอนิกส์อันสามารถก่อให้เกิดผลกระทบกับสภาวะแวดล้อมได้ ซึ่งควบคุมกันตั้งแต่ระดับการออกแบผลิตภัณฑ์ การเก็บรวบรวม การคัดแยกเศษซาก การนำกลับมาใช้ประโยชน์เป็นต้น โดยระเบียบดังกล่าวครอบคลุมสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ใน 10 ประเภทคือ

ขยะอิเล็กทรอนิกส์
รูปจาก http://www.atom.rmutphysics.com
1. เครื่องใช้ในบ้านขนาดใหญ่ เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ เตาอบไมโครเวฟ
2. เครื่องใช้ในบ้านขนาดเล็ก เช่น หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องปิ้งขนมปัง
3. อุปกรณ์สารสนเทศและโทรคมนาคม เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร
4. เครื่องใช้สำหรับผู้บริโภค เช่น วิทยุ โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ เครื่องเล่นวิดีโอ เครื่องดนตรีไฟฟ้า
5. อุปกรณ์ที่ให้แสงสว่าง เช่น หลอดไฟฟ้า หลอดฟลูออเรสเซนต์ โคมไฟแรงสูง
6. เครื่องมือไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น จักรเย็บผ้า สว่านไฟฟ้า เครื่องตัดหญ้า
7. อุปกรณ์กีฬา เครื่องหย่อนใจ และของเล่น เช่น รถไฟฟ้าเด็กเล่น เกมวิดีโอและเครื่องบังคับ เครื่องออกกำลังกาย
8. เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องไอโซโทป อุปกรณ์ในห้อง Lab
9. เครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมและติดตาม เช่น เครื่องตรวจจับควัน/ความร้อน เครื่องปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ
10. เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ รวมทั้งเครื่อง ATM.
(*ข้อมูลสินค้าควบคุมWEEE จาก กรมโรงงานอุตสาหกรรม)
ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนนั้นมีอยู่มากมาย ทั้งยังส่งผลกระทบในวงกว้างดังนั้นการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจและมีความจริงใจในการแก้ปัญหาขององค์กรณ์และประเทศต่างๆ ในการผลักดันนโยบายเพื่อรับมือกับสภาวะการณ์ดังกล่าว หากแต่ละประเทศยังไม่มีนโยบายที่แน่นอน และมุ่งหวังแต่ประโยชน์ของตนเป็นหลักแล้วการที่มวลมนุษย์ชาติจะก้าวผ่านอุปสรรคในครั้งนี้ไปได้ก็นับว่าเป็นการยากเอาการ
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก คุณวิรุฬหกกลับ http://www.vcharkarn.com/varticle/38188
